สูตรเกมส์ Beachhead 2000

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:53 am | Filled Under: Games| Comments Off

สูตรเกมส์ Beachhead 2000

Beachhead 2000
ใน Sub Directory ของ Beachhead จะมี folder ที่ชื่อว่า beachhead อยู่ ข้างในจะมี file ชื่อว่า Level_00 – Level_60 อยู่นะครับ ไม่มีนามสกุล ให้ใช้ notepad เปิด file ตัวนี้ แล้ว 3 บรรทัดแรกเปลี่ยนให้เป็น
// Bullets, Projectiles, Missiles
Ammo 4000 4000 4000
Time 4000
จะได้กระสุน 4000 ปืนใหญ่ 4000 และจรวด 4000 โดยต้องทำการแก้ file ทุกตัวทั้ง 60 ตัวครับ

 

ที่มาจาก : game.sanook.com

Tags: ,



Resident Evil 5 ศัตรูใหม่ ไส้เดือนสยอง

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:52 am | Filled Under: Games| Comments Off

อัพเดต Resident Evil 5 ศัตรูใหม่ไส้เดือนนรก
Format: PS3, X360
Genre: Survival Horror Adventure
Developer: Capcom
Publisher: Capcom
Distributor: N/A

Release: 5 March 2009

ฝันร้ายด้านชีวภาพยังคงตามหลอกหลอนไม่เลิก ล่าสุด

Capcom

ปล่อยภาพมอนสเตอร์ตัวใหม่ที่หลุดออกมาจากการทดลองของบริษัทยา Tri Cell ซึ่งยังมีข้อมูลว่าชื่ออะไร ลักษณะของเจ้าตัวประหลาดนี้คือมันมีรูปร่างคล้ายๆมนุษย์คือมีแขน 2 ข้างและยืน 2 ขา แต่ที่มันไม่เหมือนมนุษย์ก็คือตามลำตัวของมันจะมีตัวประหลาดยาวๆเหมือน ไส้เดือนเลื้อยอยู่รอบๆตัวมันด้วย (อย่าไปนึกภาพการ์ตูนลามกเข้าล่ะ) ส่วนที่มาจากข้อมูลการทดลองนั้นพบว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการทดลอง ฉีดปรสิตชนิดใหม่ลงไปในศพของคน จนมันกลายเป็นสิ่งมีชีวิตรูปร่างน่าเกลียด

ที่มาจาก : http://www.4gamer.net/games/072/G007257/20090109063/

Tags: ,



One Piece Unlimited Cruise Episode

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:52 am | Filled Under: Games| Comments Off

ภาค ต่อของเกมส์จากการ์ตูนดังแห่งยุค กับเรื่องราวการผจญภัยของโจรสลัดลูฟี่และพรรคพวกที่นับวันจะได้เพื่อนร่วม เดินทางมากขึ้นทุกๆ และในภาค One Piece Unlimited Cruise Episode 2 ก็นับว่าเป็นเกมส์จากการ์ตูนวันพีชที่ดำเนินเนื้อเรื่องได้ไกลและใกล้เคียง การ์ตูนที่สุดเลยก็ว่าได้ แต่ว่าเนื้อเรื่องในเกมส์จะถูกปรับยำใหม่ไม่ให้ซ้ำซากกับการ์ตูน แต่ก็มีการอ้างอิงตัวละคร ฉาก และอื่นๆตามการ์ตูนบ้าง ซึ่งเนื้อเรื่องภาคนี้ก็จะต่อกับ One Piece Unlimited Cruise Episode 1 เลยใครที่มีเซพภาคแรกอยู่ก็เอามา Convert ไฟล์ได้

สำหรับเนื้อเรื่องในภาคนี้ก็จะเป็นช่วงที่ลูฟี่เดินทางมาถึงเกาะ ใหม่ 2 เกาะ เป็นเกาะทะเลทราย และเกาะบึงมืด ซึ่งเป็นเกาะที่ไม่มีในการ์ตูน(หรือว่ามีแต่ยังอ่านไม่ถึงนะ) แต่ก็จะคล้ายๆกับเกาะทริลเลอร์พาร์คในการ์ตูน ทำให้ใครที่ดูการ์ตูนมาแล้วก็เล่นได่ไม่ซ้ำซาก

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Tags: , ,



แซนวิช จานด่วนที่อาจไม่ปลอดภัย

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:50 am | Filled Under: Health| Comments Off

ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ กระทั่งวันหยุดยาว บางครอบครัวที่พอจะมีเวลาว่างสักเล็กน้อย ก็อาจจะมีการตระเตรียมอาหารหรือของว่างเองไปกินระหว่างเดินทาง เพื่อจะได้ไม่ต้องลุ้นว่าจะต้องผจญหรือสุ่มเสี่ยงกับอาหารนอกบ้านมากเกินไป ทั้งเรื่องสุขอนามัยหรือความสะอาดของร้านอาหาร แต่ใช่ว่าการเตรียมอาหาร เช่น อาหารจานด่วนทำเสร็จรวดเร็วนั้นก็อันตรายได้เช่นกัน

จานด่วนเชื้อโรคมาด่วน

อาหารจานด่วนหรือฟาสฟู้ดที่ได้รับความนิยมกันมาก รวมถึงการตระเตรียมก็ไม่ยุ่งยากมากนัก ก็เพียงแค่จัดหาส่วนประกอบอาหารที่พร้อมบริโภคอยู่แล้วนำมารวมกัน เช่น แซนวิชหรือแฮมเบอร์เกอร์

หลายท่านก็คงจะเริ่มเห็นภาพนะครับแล้วว่า แซนวิชนั้นทำง่ายมาก เพียงแต่ซื้อวัตถุดิบอาหารสำเร็จรูปนำมารวมกัน เช่น ขนมปัง ประกบรวมกับ ไส้แซนวิช ซึ่งอาจจะเป็น แฮม ปูอัด หมูหยอง เบคอน ทูน่า หรือไส้อื่นใดเท่าที่จะจัดหาได้ และเพิ่มคุณค่าทางอาหารให้ครบด้วยการเพิ่มผักสลัดเข้าไป จากนั้นก็เชื่อมขนมปังกับไส้ ด้วยกาวที่ทานได้และมีรสชาติอร่อย เช่น Salad Cream Sandwich Spread หรือ มายองเนส เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คงใช้เวลาไม่นานมากนัก

แม้ ว่าวัตถุดิบอาหารทุกชนิดที่ประกอบเป็นแซนวิชจะมีความสะอาดและปลอดภัยต่อการ บริโภคเพียงใดก็ตาม แต่สิ่งที่เป็นประเด็นที่หมอซุปต้องเน้นย้ำ คือ ความสะอาดของสองมือที่พ่อบ้านหรือแม่บ้านใช้ในการหยิบจับวัตถุดิบอาหารเหล่า นี้เองที่อาจจะนำมาซึ่งอันตรายต่อสมาชิกในบ้าน

ทั้งนี้เนื่องจากบนผิวหนังของเราทุกคนนี้เองมีเชื้อโรคเกาะติดอยู่ตลอดเวลา โดยที่เชื้อโรคนี้มักจะพบแฝงตัวอยู่มากตามซอกหลืบเร้นลับต่าง ๆ ของร่างกายที่อาจจะไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอหรือเพียงพอหากขาดความระมัดระวังในเรื่องความสะอาด ก็มีโอกาสมากทีเดียวที่ระหว่างการเตรียมอาหาร มือที่ไม่ได้ล้างสะอาดเพียงพอ หรือบังเอิญล้วงแคะแกะเกา ก็ไปประกอบอาหารให้สมาชิกในบ้านเท่ากับเป็นความหวังดีแต่ประสงค์ร้าย ไปแปะเชื้อโรคไว้ที่แซนวิช

จานด่วน กินไม่ด่วน ชวนเชื้อโรค

หากว่าแซนวิชที่ตระเตรียมเสร็จแล้วถูกสมาชิกในบ้านเปิบภายในเวลาไม่นานนัก ก็มักจะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่หากบังเอิญว่าแซนวิชที่เตรียมไว้ข้ามคืนโดยทิ้งไว้นอกตู้เย็น หรือทิ้งไว้จนกระทั่งบ่ายหรือเย็นก่อนที่จะถูกทานเข้าไป ปัญหาก็จะเกิดขึ้น เนื่องจากเชื้อโรคจะมีเวลาในการเพิ่มจำนวนและสร้างสารพิษสะสมไว้ในแซนวิ ชเพียงพอที่จะทำให้เกิดโรคอาหารเป็นพิษ โดยอาการหลัก ๆ ของสารพิษ คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หนาวสั่น ความรุนแรงก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสารพิษที่ได้รับเข้าไป

เปิบปลอดภัย…สไตล์หมอซุป

ล้างมือให้สะอาด (โดยอย่าลืมร้องเพลง ช้าง ให้จบก่อนด้วยครับ)

ทุกครั้งก่อนการหยิบจับวัตถุดิบอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีแผลที่มือหรือนิ้ว หรือเลวร้ายขนาดฝีหนองด้วย ซึ่งเชื้อที่ทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวหนังก็ให้บังเอิญเป็นเชื้อโรคในกลุ่ม เดียวกับเชื้อโรคอาหารเป็นพิษนี้เองด้วย จึงควรหลีกเลี่ยงการตระเตรีมอาหารเป็นอย่างยิ่ง

แต่หากเลี่ยงไม่ได้ควรสวมถุงมือเพื่อไม่ให้เชื้อโรคปนเปื้อนลงไปในอาหาร ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะคนที่มีแผลที่มือหรือนิ้วเท่านั้นที่จะ สวมถุงมือได้นะครับ แต่ยังคงต้องใช้ความระมัดระวังเช่นเดิม คือ พยายามไม่ให้ถุงมือไปสัมผัสกับผิวหนังนั่นเอง

หลังจากเตรียมแซนวิชแล้ว ควรจะเก็บแซนวิชในตู้เย็นหรือเก็บในที่เย็นตลอดเวลาก่อนถึงเวลาทานจริง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่อาจจะบังเอิญปนเปื้อนไม่ให้เพิ่มจำนวนและสร้างสาร พิษออกมา

เพียงง่าย ๆ เท่านี้ “จานด่วน…จากใจ” ก็จะทำให้สมาชิกในบ้าน “อิ่มด่วน” และ คนเตรียมอาหารก็ได้ “อิ่มใจ” ไปในเวลาเดียวกันครับ

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Tags:



ยาตีกันอันตราย

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:49 am | Filled Under: Health| Comments Off

รู้ไหมว่า ยิ่งใช้ยามากชนิด ก็จะยิ่งเพิ่มยาตีกัน เนื่องจากทุกวันนี้มียาให้เลือกใช้มากกว่าในอดีตเป็นอันมาก ชนิดของยานับวันจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้มีทางเลือกให้แพทย์ได้สั่งจ่ายยาที่มีความเฉพาะเจาะจงและเหมาะสมกับผู้ ป่วยมากขึ้น ทั้งยังครอบคลุมการรักษาโรคให้กว้างยิ่งขึ้น

ท่ามกลางการค้นพบยาใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ป่วยก็มีโอกาสใช้ยาจำนวนมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ยิ่งถ้าผู้ป่วยเป็นหลายโรค ก็ต้องใช้ยามากชนิดขึ้นตามอาการของโรคที่เป็นทำให้มีแนวโน้มว่าคนจะมีการใช้ ยากันมากขึ้น

การที่ ต้องใช้ยาหลายชนิดในคราวเดียวกัน เพื่อรักษาโรคที่เป็นปัญหาอยู่นั้น อาจจะส่งผลให้ยาที่ใช้อยู่นั้นเกิด “ผลต่อกันได้” ซึ่งอาจจะเป็นคุณหรือโทษต่อผู้ใช้ยาก็ได้ และเราเรียกผลของยาชนิดที่หนึ่งที่ไปส่งผลต่อยาอีกชนิดหนึ่งนี้ว่า “ยาตีกัน”

คำว่า “ยาตีกัน” มาจากภาษาอังกฤษว่า druginteraction ซึ่งถ้าแปลตรงตัวจะได้ความว่า ปฏิกิริยาระหว่างยา ในที่นี้ขอเรียกให้เข้าใจตรงกันง่าย ๆ ว่า “ยาตีกัน”

ยาตีกัน มีทั้งคุณและโทษ

เมื่อใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อกัน หรือยาตีกัน ซึ่งจะส่งผลบวกหรือลบต่อสุขภาพร่างกายได้ โดยด้านบวกหรือคุณ ก็จะช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ของยา ช่วยให้ลดขนาดของยาที่ใช้ลงได้ หรือเมื่อเกิดยาตีกันแล้วทำให้ได้ผลการรักษาดีขึ้น

ขอยกตัวอย่างเช่น การใช้ยาเพนิซิลลิน (ยาปฏิชีวนะ) ร่วมกับยาโพรเบเนซิด (ยารักษาโรคเกาต์) จะเกิด “ยาตีกัน” ขึ้น และทำให้ยาเพนิซิลลินถูกขับออกจากร่างกายได้ช้าลง เป็นผลให้ระดับยาเพนิซิลลินสูงขึ้น และอยู่ในร่างกายได้นาน เสมือนกับมีการยืดระยะเวลาการออกฤทธิ์ของยาให้นานยิ่งขึ้น ทำให้ไม่ต้องให้ยาในขนาดที่สูง ๆ และ/หรือไม่ต้องให้ยาบ่อย ๆ เป็นการเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา และลดค่าใช้จ่ายของยา พร้อมกับคงประสิทธิภาพของยาได้เหมือนเดิมอีกด้วย

“ยาตีกัน” มักจะทำให้เกิดโทษมากกว่า

แต่ ในทางตรงกันข้าม ยาตีกันชนิดที่ทำให้เกิดโทษ ซึ่งเป็นปัญหาจากการใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน เป็นปัญหาที่พบบ่อย ก่อให้เกิดความสูญเสีย และเป็นอันตรายต่อผู้ใช้เป็นอันมาก ฉบับนี้ขอยกตัวอย่างยาตีกันที่พบบ่อยและทำให้เกิดโทษหรืออันตรายต่อผู้ใช้ยา ดังนี้

1.การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้
2.การใช้ยาลดไขมันในเลือด กลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซิน อาจพาลให้ไตวาย
3.การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือด ในโรคเบาหวานกับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้

ยาเม็ดคุมกำเนิด + ยาอะม็อกซีซิลลิน

การใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาอะม็อกซีซิลลิน อาจทำให้ตั้งครรภ์ได้

ตัวอย่างที่ 1 นี้ต้องขอยกให้กับคุณผู้หญิงที่แต่งงานหรือมีแฟนแล้วทุกคน เพราะว่าระหว่างที่คุณกินยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นประจำทุกวันนั้น ก็ด้วยความหวังที่จะใช้ชีวิตครอบครัวตามปกติ และยังไม่ประสงค์ที่จะมีบุตร จึงต้องกินยาเม็ดคุมกำเนิดติดต่อกันทุกวันเป็นประจำต่อเนื่องเป็นแรมเดือน แรมปี แต่ถ้าระหว่างนั้นมีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน (amoxicillin) ซึ่งเป็นยารักษาอาการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอร่วมด้วย เมื่อยาทั้ง 2 ชนิดมาเจอกัน ก็จะเกิดการตีกันของยาได้

โดย ยาอะม็อกซีซิลลินจะไปมีผลต่อเชื้อจุลชีพที่อยู่ในทางเดินอาหาร ส่งผลรบกวนการดูดซึมของยาเม็ดคุมกำเนิดในทางเดินอาหาร ทำให้ปริมาณยาคุมกำเนิดที่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ลดน้อยลง เมื่อปริมาณยาคุมกำเนิดในเลือดลดน้อยลงกว่าปกติ ก็จะส่งผลทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดน้อยลงด้วย จนอาจทำให้ล้มเหลว ไม่ได้ผลในการคุมกำเนิด และเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นได้

กรณีนี้ อาจสังเกตด้วยตนเองได้ว่า ขณะนี้ระดับยาคุมกำเนิดในเลือดลดต่ำลง เพราะจะมีอาการเลือดออกกะปริดกะปรอยได้ ดังนั้น คุณผู้หญิงที่กำลังอยู่ในระหว่างการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดและมีความจำเป็นต้อง ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีการคุมกำเนิดประเภทอื่นร่วมด้วย (เช่น การใช้ถุงยางอนามัย) เพื่อช่วยให้คงการคุมกำเนิดได้ระหว่างที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรกที่ใช้ยาอะม็อกซีซิลลิน จนกระทั่งหยุดใช้ยาไปแล้ว 1 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะตั้งครรภ์ได้

ยาลดไขมันในเลือด + ยาอีริโทรไมซิน

การใช้ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตตินกับยาอีริโทรไมซินอาจพาลให้ไตวายได้

ตัวอย่างที่ 1 แค่คุมกำเนิดไม่ได้ผล ทำให้เกิดการตั้งครรภ์โดยไม่คาดฝัน และต้องเลี้ยงดูบุตรไปจนโต แต่ตัวอย่างที่ 2 ของยาตีกันนี้ ทำให้เกิดโรคไตวายได้ เรียกว่าเกิดอันตรายกับตัวผู้ใช้ยา และรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้ เพราะโรคไตวายนี้มีอาจารย์แพทย์บางท่านจะผวนคำว่า “ตายไว” และนิยมพูดกันเล่นๆ ว่า “ไตวาย ทำให้ตายไว”

ยาตีกันดังตัวอย่างที่ 2 นี้ก็เป็นยาที่ได้รับความนิยมมากอีกชนิดหนึ่ง คือ ยาลดไขมันในเลือดกลุ่มสแตติน (statins) ซึ่งเป็นยาที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
ตัวอย่างยากลุ่มนี้ เช่น ซิมวาสแตติน (simvastatin) อะโทรวาสแตติน (atrovastatin) โลวาสแตติน (lovastatin) เป็นต้น จะสังเกตได้ว่า ชื่อยากลุ่มนี้จะลงท้ายว่า “สแตติน” ทุกตัว จึงเรียกกันติดปากว่า กลุ่มสแตติน

ยากลุ่มสแตตินนี้นิยมจ่ายให้กับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูง และจะต้องใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อควบคุมลดปริมาณคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่เป็นปกติ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้ยอดจำหน่ายยากลุ่มนี้ติดอันดับหนึ่งสูงกว่ายากลุ่มอื่น ๆ ติดต่อกันหลายปีทีเดียว

แต่ เมื่อไหร่ที่มีการใช้ยาอีริโทรไมซิน (erythromycin) ร่วมกับยากลุ่มสแตติน ยาอีริโทรไมซินซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะอีกชนิดหนึ่งที่นิยมใช้ในผู้ที่แพ้ยาเพนิ ซิลลิน เมื่อยากลุ่มสแตตินมาพบกับยาอีริโทรไมซิน ก็จะทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างกัน หรือเกิดยาตีกัน

กรณีนี้ ยาอีริโทรไมซินจะไปยับยั้งการทำลายยากลุ่มสแตติน ทำให้ปริมาณยาสแตตินไม่ถูกทำลายตามปกติ และคงอยู่ในร่างกายนานพร้อมทั้งมีปริมาณมากขึ้น และมีการสะสมตัวยากลุ่มสแตตินในเลือดมากขึ้น จนทำให้เกิดพิษ โดยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อลีบ และเป็นพิษต่อไตได้

ดัง นั้น ตัวอย่างที่ 2 นี้เป็นตัวอย่างของยาตีกันที่เป็นอันตรายถึงชีวิต จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาทั้ง 2 ชนิดนี้ร่วมกันซึ่งแก้ปัญหานี้ได้ด้วยการเปลี่ยนจากยาอีริโทรไมซินไปใช้ยา ชนิดอื่นแทน หรืออาจจะเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มสแตตินอื่นที่ไม่เกิดผลต่อยาอีริโทรไมซิน เช่น ฟลูวาสแตติน (fluvastatin) พราวาสแตติน (pravastatin) เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่ใช้ยากลุ่มสแตตินอยู่ก็จะต้องคอยสังเกตอาการผิดปกติของตนเองด้วย โดยเฉพาะอาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เป็นต้น

ยาลดน้ำตาลในเลือด + ยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด

การใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน กับยาแก้ปวดข้อกลุ่มเอ็นเสด ทำให้ช็อกได้

ตัวอย่างที่ 3 เป็นกรณีของผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลในเลือดกลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย (sulfonylureas) เช่น ไกลเบนคลาไมด์ (glibencalmide) คลอโพรพาไมด์ (chlorpropamide) เป็นต้น

ยากลุ่ม นี้มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ซึ่งก็ทำนองเดียวกันกับ 2 ตัวอย่างแรกที่จะต้องใช้ยานี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพื่อที่จะได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงเกินไป เพราะถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นระยะเวลานาน ๆ จะไปทำลายระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้เกิดอาการชาปลายมือปลายเท้า ตาฝ้าฟาง และเป็นโรคไตได้

ถ้าผู้ป่วยได้รับยาแก้ปวดแก้อักเสบข้อและกล้ามเนื้อกลุ่มที่เรียกว่า เอ็นเสด (NSAIDs) เช่น ไดโคลฟีแนก (diclofenac) ไพร็อกซิแคม (piroxicam) ยากลุ่มเอ็นเสด เมื่อเจอกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย ก็จะเกิดการตีกันของยาโดยยาเอ็นเสดจะส่งผลให้ปริมาญากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียใน เลือดเพิ่มสูงมากขึ้น ทำให้ฤทธิ์การลดน้ำตาลในเลือดเพิ่มมากขึ้นตาม จนอาจไม่มีน้ำตาลเหลืออยู่ในเลือดเลย ผู้ป่วยก็อาจจะมีอาการอ่อนแรง เป็นลม หมดสติ และช็อกได้

กรณีนี้ก็เช่นเดียวกับตัวอย่างที่ 2 ที่จะต้องระวังตัวไม่ควรใช้ยากลุ่มเอ็นเสดร่วมกับยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรีย เพื่อไม่ให้เกิดการตีกันของยา และทางที่ดีควรติดตามวัดระดับน้ำตาลในเลือด หรือลดขนาดของยากลุ่มซัลโฟนิลยูเรียลงให้เหมาะสมระหว่างที่มีการใช้ยากลุ่ม เอ็นเสดร่วมด้วย

สมุดบันทึกยา : วิธีง่าย ๆ ที่ช่วยป้องกันยาตีกัน

จากทั้ง 3 ตัวอย่างของ 3 คู่ของยาตีกัน ที่อาจส่งผลต่อการรักษา และ/หรือทำให้เกิดพิษ เกิดอันตรายจากการใช้ยาได้ ในที่นี้ขอแนะนำวิธีง่าย ๆ ในการช่วยป้องกันยาตีกัน ก็คือสมุดบันทึกยา

สมุด บันทึกยาหรือบันทึกรายการยา ใช้บันทึกรายชื่อยาทั้งหมด ทั้งที่ใช้ประจำ และนาน ๆ ใช้ครั้งหนึ่งรวมถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน เกลือแร่ และสมุนไพรด้วย โดยนำรายชื่อยาและสารอื่น ๆ เหล่านี้ไปปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร ว่าจะมีโอกาสเกิดยาตีกันหรือไม่ จะได้เฝ้าระวัง ป้องกัน และหลีกเลี่ยงตามลักษณะเฉพาะของยาแต่ละคู่แต่ละประเภท

กรณีที่จะไปพบแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อรักษาโรคก็ขอเสนอให้พกสมุดบันทึกยา (หรือบันทึกรายการยา) ไปด้วยเสมอ และควรแสดงให้กับแพทย์ที่ตรวจรักษาได้รับรู้ และ/หรือแสดงให้เภสัชกรที่จ่ายยาได้ทราบ เพื่อจะจ่ายยาให้เหมาะสมไม่เกิดการตีกัน

ข้อแนะนำการใช้ยา

1.ก่อนใช้ยา ควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียด และไม่ควรกินยาของคนอื่น การไม่อ่านฉลากยา และใช้ยาผิดอาจทำให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

2.การกินยาหลังอาหาร หมายถึง กินยาหลังอาหารทันที ไม่จำเป็นต้องรอเวลา (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง)

3.ยาส่วนใหญ่จะระบุให้กินหลังอาหารเพื่อให้จำง่าย ซึ่งผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีภารกิจเร่งรีบจนไม่มีเวลากินอาหารตามมื้อควรกิน ยาในเวลาเดียวกันเป็นประจำ โดยไม่ต้องคำนึงถึงการกินอาหาร เพื่อผลในการควบคุมโรค เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ยาขับปัสสาวะ ที่ต้องกินตรงเวลาทุกเช้า

4.ยาบางชนิดจำเป็นต้องกินหลังอาหารทันทีหรือพร้อมอาหาร เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกระเพาะ ดัง นั้น หากถึงเวลากินยาก็จำเป็นต้องกินอาหารรองท้องไว้ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากยากัดกระเพาะจนอาจเป็นแผลเลือดออก ไม่ควรแก้ปัญหาด้วยการงดยา เพราะจะทำให้ควบคุมอาการของโรคไม่ได้

5.ยาที่ต้องกินก่อนอาหาร หมายถึง กินก่อนมื้ออาหารครึ่งชั่วโมงขึ้นไป (30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง) เนื่องจากอาหารจะลดการดูดซึมของยา หรือเพื่อให้ยาออกฤทธิ์บรรเทาอาการได้ในเวลากินอาหาร เช่น ยาแก้คลื่นไส้อาเจียนหากลืมกินยา และกินอาหารไปแล้ว ให้กินยาหลังอาหารมื้อนั้น 1 ชั่วโมงขึ้นไป เพื่อให้ท้องว่าง แต่ต้องระวังว่าเวลาที่กินอาหารจะไม่ใกล้กับยาในมื้อถัดไป

6.ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะต้องกินยาก่อนอาหารเป็นนาที ถึงครึ่งชั่วโมง แล้วแต่ชนิดของยา เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดจากการกินอาหาร จึงจำเป็นต้องกินอาหารหลังกินยาทุกครั้ง มิฉะนั้นจะเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป ทำให้หน้ามืด วิงเวียน เป็นลม และในทางกลับกัน หากงดยาเองเพราะไม่อยากกินอาหารก็อาจทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

7.การ กินยามีความสำคัญ ผู้ป่วยที่ไม่มั่นใจในการกินยาควรปรึกษาเภสัชกรที่ห้องจ่ายยาโรงพยาบาลหรือ ร้านยาทุกครั้ง เพื่อให้ใช้ยาได้อย่างปลอดภัย เภสัชกรสามารถจัดตารางการกินยาให้เหมาะสมและสอดคล้องกับการดำเนินชีวิตประจำ วันของผู้ป่วย หรือแม้แต่ประสานกับแพทย์ เพื่อปรับเปลี่ยนยาที่ต้องกินวันละหลาย ๆ ครั้ง ซึ่งไม่สะดวก มาเป็นเพียงวันละ 1-2 ครั้ง ไม่ควรลดหรือเพิ่มขนาดยาเอง

8.การไปพบแพทย์หลาย ๆ โรงพยาบาล (หรือคลินิก) อาจทำให้ได้รับยาชนิดเดียวกัน ผู้ป่วยต้องกินยาซ้ำซ้อน หรือเกิด “การตีกัน” ของ ยาซึ่งอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงแก่ผู้ป่วยได้ การไปพบแพทย์หรือเภสัชกรจึงควรมีรายการยา หรือนำยาที่กำลังใช้อยู่ทุกชนิดไปด้วยทุกครั้ง เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาว่ามียาซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือยาตีกันหรือไม่ จะได้หาทางแก้ไขและป้องกัน เพื่อให้ผู้ป่วยปลอดภัยจากการใช้ยา

9.ผู้ป่วยที่มีภาวะตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรแจ้งเภสัชกรทุกครั้งที่รับยา เพื่อให้เภสัชกรพิจารณาความเหมาะสมของยา และผลของยาที่อาจมีต่อบุตรในครรภ์หรือบุตรทีได้รับนมแม่

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Tags: ,



น้ำอัดลม 1 ขวด ต้องวิ่งเบิร์นถึง 50 นาที

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:48 am | Filled Under: Health| Comments Off

เล่นเอาสาว ๆ ที่กลัวอ้วนไม่กล้าดื่มน้ำอัดลมกันไปเลยล่ะสิ เพราะเมื่อเร็ว ๆ นี้ การศึกษาตีพิมพ์ใน American Journal of Public Health เปิดเผยว่า คนเรามักจะประเมินแคลอรีที่ตัวเองกินเข้าไปผิดพลาด และแทนที่อาหารจะติดฉลากอาหารว่ามีแคลอรีเท่าไหร่นั้น ฉลากที่เขียนว่าต้องวิ่งเพื่อเบิร์นพลังงานกี่นาทีจะได้ผลดีมากกว่า

งาน วิจัยค้นพบว่า วัยรุ่นกว่าครึ่งรู้สึกไม่อยากดื่มน้ำอัดลม หากได้เห็นฉลากเตือนว่า จะต้องออกกำลังกายด้วยการวิ่ง 1 ชั่วโมงต่อการดื่มน้ำอัดลมหนึ่งกระป๋อง โดย ดร.ซาราห์ เบลช ผู้นำการวิจัยกล่าวว่า ผู้คนทั่วไปมักประเมินจำนวนแคลอรีที่ได้รับจากอาหารขยะต่ำไป แต่การเปรียบเทียบปริมานแคลอรีจากอาหารเป็นการออกกำลังกาย จะช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจง่ายขึ้น เช่น เปรียบจำนวนแคลอรีจากน้ำหวานเท่ากับการวิ่งกี่นาที

นักวิจัยจาก Johns Hopkin’s Bloomberg School of Public Health ชี้ว่า แม้น้ำอัดลมจะมีแคลอรีสูง แต่ก็มีสารอาหารเป็นศูนย์ ดัง นั้น สำหรับคนหนัก 55 กิโลกรัม อาจต้องใช้เวลาวิ่งถึง 50 นาทีในการเบิร์นน้ำอัดลม 20 ออนซ์ ส่วนคนหนัก 75 กิโลกรัมก็อาจต้องใช้เวลาถึง 40 นาที

…ไม่อยากคิดเลยว่าคนดื่มน้ำอัดลมทั้งวัน จะต้องวิ่งกี่ชั่วโมงกว่าจะเบิร์นหมด

ขอบคุณ http://guru.thaibizcenter.com/

Tags:



Admissions = ความสำเร็จ หรือเจุดเริ่มต้น

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:47 am | Filled Under: Education| Comments Off

การสอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ ชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โอกาสหน้าเรายังสามารถแก้ตัวใหม่ได้อีก ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมและพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนใครที่ไม่อยากเสียเวลา ก็ยังมีสถาบันการศึกษาอื่นให้เลือกเรียนอีกมาก

ผลพวงต่อเนื่องอันเกิดจาก การรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา(Admissions กลาง) ประจำปีการศึกษา 2553 นั้น ต้องบอกว่ามีหลากหลายอารมรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงใกล้วันประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจ ร่างกาย ซึ่งตามปฏิทิน Admissions มีกำหนดจะประกาศผลในวันที่ 9 พฤษภาคม 2553 และหากวิเคราะห์จากข้อความที่ปรากฎออกมาจากสื่อเว็บไซต์ก็พอจะสะท้อนให้เห็น ถึงความ “วิตกกังวล” และ “ความเครียด” กับผลที่จะออกมา

ข้อความต่อไปนี้ คือ อารมณ์ส่วนหนึ่งที่ปรากฎในเว็บไซต์ “ทุกคนกำลังคิดถึงสิ่งได้เลือกไป ทุกคนกำลังคิดถึงวันที่ผ่านมา ทุกคนกำลังคิดถึงใครบางคนที่รอเราอยู่ข้างหลัง ทุกคนกำลังคิดถึงตนเอง ทุกคนกำลังคิดถึงว่าติดไหม ทุกคนกำลังคิดถึงว่าติดแล้วจะเรียนได้ไหม ทุกคนกำลังคิดถึงเรียนแล้วจบออกมาจะเป็นไป ทุกคนกำลังคิดถึงความฝันที่สำเร็จแล้ว ทุกคนกำลังคิดถึงวินาทีนี้ได้มหาวิทยาลัยแล้ว ทุกคนกำลังคิดถึงวันสุดท้ายของปี 1 ปี 2 ปี 3 และวันสุดท้ายของปี 4 ทุกคนกำลังคิดถึงวันรับปริญญา ทุกคนกำลังคิดถึงสมัครงาน ทุกคนกำลังคิดถึงเงินเดือนเดือนแรก ทุกคนกำลังคิดถึงว่า เราประสบผลสำเร็จในชีวิตแล้ว”

การสมัครคัดเลือกบุคคลเข้า ศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (Admissions) แม้จะเป็นเส้นทางสำคัญเส้นทางหนึ่งของชีวิตของเยาวชน ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเส้นทางที่จะต้องมีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง สำหรับคนที่พลาดตรงนี้ อย่าเพิ่งเสียใจ หมดหวัง เพราะการสอบเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตแต่ไม่ใช่ทั้งหมด โอกาสหน้าเรายังสามารถแก้ตัวใหม่ได้อีก ขอให้เตรียมตัวให้พร้อมและพยายามทำให้ดีที่สุด ส่วนใครที่ไม่อยากเสียเวลา ก็ยังมีสถาบันการศึกษาอื่นให้เลือกเรียนอีกมาก อย่าคิดสั้นหรือทำร้ายตัวเอง เพราะอนาคตไม่ได้วัดกันที่เรื่องนี้เพียงเรื่องเดียว

ผลการสำรวจสภาวะจิตใจของ เยาวชนที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ที่ผ่านการสอบในระบบแอดมิสชั่น ( Admission) ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดใหญ่ในภูมิภาค ซึ่งกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 18-20 เมษายน 2549 ซึ่งแม้ว่าผลวิจัยจะเก่า แต่ก็ยังคงเป็นความจริงทั้งในอดีตและปัจจุบันรวมถึงอนาคต โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากปัญหาการคัดเลือกเยาวชนเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาในระบบแอดมิสชั่น ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางอยู่ในขณะนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ สภาพจิตใจของเยาวชน ที่รอการประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ  ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดความเครียดจนหาทางออกไม่ได้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมสุขภาพจิต จึงได้ร่วมมือกับสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำการสำรวจสภาวะจิตใจของเยาวชน ที่สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ที่ผ่านการสอบในระบบแอดมิสชั่น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการดำเนินงาน เฝ้าระวัง และป้องกันปัญหาสุขภาพจิตของเยาวชนต่อไป

ที่มา  นิตยสารการศึกษาอัพเกรด ฉบับ 144

Tags:



ระบบการศึกษา ประเทศอินเดีย

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:47 am | Filled Under: Education| Comments Off

ระบบการศึกษา ประเทศอินเดีย

 

1. ระดับอนุบาล (Kindergarten)

เป็นการศึกษาในระดับที่เด็กอายุระหว่าง 3-5 ซึ่ง ไม่ใช่ภาคบังคับ แต่เพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษา
2. ระดับประถมศึกษา (Primary Education)

          เป็นการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งรัฐบาลอินเดีย กำหนดไว้สำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 14 ปี อายุเฉลี่ยของเด็กที่เรียนในชั้นนี้ระหว่าง 6- 10 ปีหรือ 6-11 ปี หลักสูตร 5- 6ปี (grade 1-6)

3. ระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education) แบ่ง เป็น 2 ระดับ

          คือ – ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (High School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 11-14 ปี หรือ 11-15 ปี กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้4 – 5ปี (grade6-10) หรือ (grade7-10) เมื่อนักเรียนสอบผ่านจะได้รับ Secondary School Certificate - ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (Higher School Education) สำหรับนักเรียนอายุระหว่าง 16-17ปี กำหนด ระยะเวลาศึกษาไว้ 2 ปี (grade11-12) เมื่อนัก เรียนสอบผ่านระดับนี้จะได้รับ Higher Secondary Education Certificate หรือ Senior School Certificate รวมระยะ เวลาศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาเป็นระยะเวลา 10-12 ปี หรือ 12 ปี (grade12) เมื่อนักเรียนจบ grade12 แล้ว หากประสงค์จะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาจะต้องสอบผ่าน Public Exam ซึ่งดำเนินการโดย Board Education ของรัฐแต่ละรัฐ สำหรับนักเรียนไทยที่จบชั้นมัธยมตอนปลาย (ม.6) จากประเทศไทย เทียบได้เป็น grade12 และในการสมัครเข้าเรียนต่อในระดับอุดม ศึกษาของอินเดียนั้นไม่ต้องสอบ Public Exam
ทางมหาวิทยาลัย จะพิจารณารับเข้าเรียนโดยดูคะแนนเฉลี่ยตลอด หลักสูตรของนัก เรียนจาก Transcript เท่า นั้น

4. ระดับอาชีวศึกษา (Vocational Education)

          การศึกษาในระดับนี้จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีความถนัด ทางช่างฝีมือ หรือวิชาชีพเฉพาะทาง ซึ่งไม่ประสงค์หรือไม่สามารถศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาที่เปิดสอน ได้แก่ ช่างไฟฟ้า ช่างวิทยุ ช่างก่อสร้าง ช่างเครื่องยนต์ การบัญชี เลขานุการ ฯลฯ ซึ่งดำเนินการโดยรัฐบาลและเอกชน หลักสูตรระยะสั้น 6-12 เดือน หลักสูตรระยะยาว2 – 4 ปี ผู้ที่จบ grade10 มี สิทธิ์เข้าศึกษาได้ แต่โรงเรียนเหล่านี้จะใช้ภาษาท้องถิ่น คือ ภาษาฮินดี(Hindi) ใน การเรียนการสอบ ดังนั้นนักเรียนไทยจึงไม่นิยมไปศึกษา ในระดับนี้
5. ระดับอุดมศึกษา (Higher Education)

          มหาวิทยาลัยในอินเดียเป็นของรัฐทั้งสิ้น แต่ละมหาวิทยาลัยประกอบด้วย College มาก มาย College บางแห่งเป็นของเอกชนซึ่งอยู่ใน ความควบคุมทั้งด้านหลักสูตรการศึกษาและการสอบไล่ของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ เมื่อสิ้นปีการศึกษา มหาวิทยาลัยก็จะจัดสอบและมอบปริญญาบัตรแก่ผู้สอบได้

การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีดังนี้  คือ

 

ระดับปริญญาตรี (Bachelor’s Degree

          หลักสูตร ปริญญาตรี โดยทั่วไปกำหนดระยะเวลาศึกษาไว้ 3 ปี ซึ่งได้แก่ 

          ปริญญา ตรีทางศิลปะศาสตร์ (B.A.)
          วิทยา ศาสตร์ (B.Sc.)
          พาณิชยศาสตร์ (B.Com)
          เภสัชศาสตร์ (B.Pharm บางแห่ง 4 ปี )

          แต่ยังมีหลักสูตรปริญญาตรีที่กำหนดจำนวนปีการศึกษาแตกต่างจากนี้ คือ ปริญญาตรี 4 ปี ได้แก่ สาขาวิชาทันตแพทย์ พยาบาล วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และเภสัชศาสตร์ (บางมหาวิทยาลัย) ปริญญา 5 ปี ได้แก่ สัตวศาสตร์ สถาปัตยกรรม และศิลปกรรมศาสตร์ หลักสูตรปริญญาตรีบางหลักสูตร ต้องสำเร็จปริญญาบางสาขามาก่อน แล้วมาต่อหลักสูตรเหล่านี้อีก 3 ปี ได้แก่ หลักสูตรนิติศาสตร์ (LL.B.)และสำหรับการศึกษา (B.Ed) และพลศึกษา (B.P.Ed) เรียน ต่ออีก 1 ปี

ระดับปริญญาโท (MASTER Degree)

          หลักสูตรปริญญาโทประมาณ  2 ปีต่อจากปริญญาตรี ยกเว้นสาขาวิชาการศึกษาและพลศึกษา ซึ่งกำหนดระยะเวลาไว้ 1 ปี ต่อจากระดับปริญญาตรี

ระดับ MASTER OF PHILOSOPHY (M.PHIL)          

          ซึ่งเป็นการ ศึกษาในระดับก่อนปริญญาเอก กำหนดระยะเวลาศึกษาไว้1 ปี เป็นการ ศึกษาทั้ง Course Work และ เขียน Thesis ด้วย มหาวิทยาลัยบางแห่งได้กำหนดให้นักศึกษาต้องเรียนM.Phil ก่อน เข้าศึกษาในระดับปริญญาเอก

ระดับปริญญาเอก 

          หลักสูตรนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี สำหรับการเรียนการสอนนั้น สถานศึกษาบางแห่งกำหนดให้เรียน Course Work และเขียน Thesis แต่บางแห่งให้ทำ Research ตาม หัวข้อที่อาจารย์ที่ปรึกษาอนุมัติเท่านั้น

ภาค การศึกษาของโรงเรียน
          ภาคแรก      ประมาณ เดือนเมษายน – เดือนกรกฎาคม
          ภาคสอง      ประมาณ เดือนสิงหาคม – เดือนตุลาคม
          ภาคสาม      ประมาณ เดือนตุลาคม – เดือนธันวาคม

 

ภาค การศึกษาของมหาวิทยาลัย
          ภาคแรก       ประมาณ เดือนกรกฎาคม – เดือนธันวาคม
          ภาคสอง      ประมาณ เดือนมกราคม – เดือนพฤษภาคม

ที่มา www.gotobangalore.com (นักเรียนเก่าเมืองบังกาลอร์)

Tags: ,



เคล็ดลับ10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:46 am | Filled Under: Education| Comments Off
เคล็ดลับ 10 ข้อในการจำศัพท์ภาษาอังกฤษ

         

รู้สึกสมองตื้อทุกครั้งเมื่อนึก ถึงการที่ต้องท่องจำศัพท์ภาษาอังกฤษซะมากมายใช่มั้ยคะเด็กๆ วันนี้คุณครูมีเคล็ดลับดีๆมาฝาก

 


         1. ความเกี่ยว เนื่อง : ถ้านักเรียนจัดคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ขึ้นอยู่กับความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ กันระหว่างศัพท์แล้วเขียนออกมาเป็นแผนผังจะทำให้นักเรียนจำคำศัพท์ได้ง่าย ขึ้น

 

 

          2. เขียน : การนำคำศัพท์นั้นมาใช้จะทำให้นักเรียนจำได้ฝังใจยิ่งขึ้น ลองเขียนแต่งประโยคโดยนำศัพท์ใหม่ที่เรียนนั้นมาประกอบหรือแต่งเรื่องโดยใช้ กลุ่มคำศัพท์หรือสำนวนที่เรียนอยู่



          3. วาดรูป : ดึงวิญญาณศิลปินตัวน้อยออกมาใช้ โดยการวาดรูปที่แสดงถึงศัพท์ที่เรียนอยู่ ภาพที่วาดจะช่วยกระตุ้นความทรงจำถึงศัพท์นั้นในอนาคต

 


          4. แสดง : แสดงท่าทางประกอบคำศัพท์หรือสำนวนที่กำลังเรียนอยู่ หรือจินตนาการว่าจะแสดงออกอย่างไรในสถานการณ์ที่คุณต้องใช้ศัพท์คำนั้น



          5. สร้าง : ออกแบบสมุดศัพท์ภาษาอังกฤษพร้อมความหมายแล้วเปิดอ่านหรือท่องในยามว่าง ทำเล่มใหม่ขึ้นทุกอาทิตย์และอย่าลืมทบทวนอันเก่าไปพร้อมๆ กันด้วยหล่ะ

 


          6. ความ สัมพันธ์ : กำหนดแต่ละสีให้แต่ละคำศัพท์ ความสัมพันธ์ของแต่ละคู่จะช่วยให้จำศัพท์นั้นได้แม่นขึ้นเมื่อนึกถึงคำนั้น ในคราวต่อไปนะคะ



          7. ฟัง : นึกถึงศัพท์คำอื่นที่ออกเสียงคล้ายๆ กับคำศัพท์ใหม่ที่กำลังเรียนอยู่ ใช้ความสัมพันธ์ตรงจุดนี้ในการช่วยให้นักเรียนจำการออกเสียงของคำใหม่นั้น ได้ง่ายขึ้น


          8. เลือก : จำไว้ว่าการเรียนในหัวข้อที่นักเรียนชอบหรือสนใจจะทำให้รู้สึกว่ามันง่าย ขึ้น ฉะนั้นควรใส่ใจในการเลือกคำศัพท์ที่คิดว่ามีประโยชน์หรือน่าสนใจ เพราะแม้แต่กระบวนการเลือกคำที่จะเรียนก็มีผลให้จำได้แม่นและเร็วขึ้นด้วย เช่นกัน !



          9. ข้อจำกัด : มันเป็นไปไม่ได้ที่คนเราจะจำศัพท์ที่มีอยู่ในดิกชันนารี่ทั้งหมดได้ในวัน เดียว เพราะฉะนั้นจำกัดการเรียนศัพท์ใหม่แค่วันละ 15 คำก็พอแล้ว ซึ่งถ้าพยายามจำให้มากคำเกินไปกว่านี้แทนที่มันจะทำให้นักเรียนรู้สึกมั่นใจ กลับจะทำให้นักเรียนสมองตื้อแทน



          10. สังเกต : พยายามสังเกตหาคำศัพท์ที่คุณกำลังเรียนอยู่เมื่ออ่านหรือฟังภาษาอังกฤษ

 

ที่มาจาก : vcharkarn.com

Tags:



เทคนิคทำข้อสอบ GAT ส่วนที่เป็นภาษาไทย

Posted by admin on April 28, 2012 at 6:45 am | Filled Under: Education| Comments Off

ข้อสอบGATส่วน ที่เป็นภาษาไทยนั้นเป็นข้อสอบที่ง่ายและนักเรียนทุกคนควรจะทำคะแนนได้ดี แต่เหตุที่นักเรียนจำนวนมากทำคะแนนได้ไม่ดีนั้นเป็นเพราะไม่เข้าใจคำสั่ง, ไม่เข้าใจวิธีการตอบและไม่รู้จักเทคนิคในการทำข้อสอบ ฉะนั้นเมื่อนักเรียนทุกคนได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้แล้วก็น่าที่จะทำคะแนนได้ เต็ม 150 คะแนนได้ไม่ยากนัก

ข้อสอบGATส่วนที่เป็นภาษาไทยและเป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบPAT4และPAT5นั้นเป็น ลักษณะของการอ่านคิดวิเคราะห์ และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างข้อความต่างๆที่ปรากฎในโจทย์ โดยโจทย์จะให้บทความมาหนึ่งบทความแล้วระบุข้อความประมาณ 10 ข้อความในบทความนั้นด้วยการพิมพ์ตัวหนาและระบุเลขกำกับของข้อความแต่ละข้อ ความมาให้ โดยเลขที่กำกับข้อความนี้ก็จะเป็นหมายเลขข้อของข้อสอบด้วย

สิ่งที่นักเรียนจะต้องทำก็คือต้องหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อความแต่ละข้อความ ที่โจทย์ระบุมา โดยความสัมพันธ์นี้จะแบ่งเป็น4ประเภทคือ
1.ข้อความนั้นเป็นเหตุที่นำไปสู่ข้อความอื่น
2.ข้อความนั้นมีข้อความอื่นเป็นองค์ประกอบหรือเป็นความหมาย
3.ข้อความนั้นไปยับยั้งหรือขัดขวางข้อความอื่นและ
4.ข้อความนั้นไม่นำไปสู่อะไรเลย ดังนี้

1.ข้อความที่กำหนดมาเป็นเหตุให้เกิดข้อความอื่น โดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญลักษณ์ A เช่นถ้าข้อความที่ 01 เป็นเหตุให้เกิดข้อความที่ 02 แล้วคำตอบของข้อ 01 ก็คือ 02A นั่นเอง เช่น
   บท ความที่ 1 – “เมื่อไม่ ตั้งใจเรียนหนังสือ(01)แล้วจะทำให้ไร้อนาคต(02)”

บทความที่ 2 –
 “การซื้อเสียง(01)นำมาซึ่งระบอบ ประชาธิปไตยที่ล้มเหลว(02)”

บทความที่ 3 – 
“การศึกษาของชาติต้องวิกฤต(02)เพราะการนำเอาระบบแอดมิชชั่นส์(01)มาใช้”

จากบทความที่ 1 ถึง 3 นี้จะได้คำตอบของข้อ 01 คือ 02A ทั้งหมด

2.ข้อความที่กำหนดมามีข้อความอื่นเป็นองค์ประกอบหรือมีข้อความอื่นเป็นเป็น คำอธิบายหรือเป็นความหมาย โดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญญลักษณ์ D เช่นถ้าข้อความที่ 01 มีองค์ประกอบเป็นข้อความที่ 02 และ 03 หรือมีคำอธิบายเป็นข้อความที่ 02 และ 03 แล้ว คำตอบของข้อที่ 01 คือ 02D, 03D นั่นเอง เช่น

บทความที่ 4 – “องค์ประกอบใน
ระบบแอด มิชชั่นส์(01)คือเกรด(02)และโอเน็ต(03)นั้นสร้างปัญหาให้กับการศึกษาของชาติเป็นอย่างมาก”

บทความที่ 5 – “
เหตุแห่งปัญหาของความแตกแยกของคนไทย(01)คือการ รับรู้ข้อมูลที่ไม่เท่ากัน(02)และกรอบความคิดที่แตกต่างกัน(03)”

จากบทความที่ 4 และ 5 นี้ คำตอบของข้อ  01 คือ 02D,03D

3.ข้อความที่กำหนดไปขัดขวางหรือไปยับยั้งไม่ให้เกิดข้อความอื่นหรือไปลดหรือ ไปป้องกันข้อความอื่นโดยเงื่อนไขนี้จะใช้สัญญลักษณ์ F เช่นข้อความที่ 01 ไปขัดขวางไม่ให้เกิดข้อความที่ 02 หรือขัดแย้งกับข้อความที่ 02 แล้วคำตอบสำหรับข้อ 01 คือ 02F เช่น

บทความที่  6 – “การนำ
เกรด(01)มาใช้ในระบบแอดมิชชั่นส์ทำให้ความเสมอภาค(02)หายไปจากระบบการคัดคนเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย”

บทความที่ 7 –
 “การนำเอาระบบแอดมิชชั่นส์(01)มาใช้นั้นนอกจากทำให้การศึกษาของชาติก้าวหน้า(02)ไม่ได้แล้วยังทำให้ต้องถอยหลังไปหลายสิบปีด้วยซ้ำไป”

จากบทความที่ 6 และ 7 นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 02F

4. ข้อความที่กำหนดให้ไม่ได้ไปเป็นเหตุให้เกิดอะไรเลย,ไม่ได้มีองค์ประกอบเป็น อะไรเลยและไม่ได้ไปขัดแย้งหรือขัดควางข้อความใดเลย  ให้มีคำตอบเป็น 99H เช่น จากบท ความที่ 1,2 และ 3 นั้นคำตอบของข้อ 02 คือ 99H

สิ่งที่นักเรียนมักจะทำผิดอยู่บ่อยๆทำให้เสียคะแนนไป ง่ายๆคือ

1.สลับที่กันระหว่างเหตุกับผล หรือข้อความที่มีองค์ประกอบกับองค์ประกอบ เช่น บทความที่ 1 นั้นข้อ 01 แทนที่จะตอบ 02A แล้วข้อ 02 จะตอบว่า 99H กลับไปตอบข้อ 01 ว่า 99H และตอบข้อ 02 ว่า 01A วิธีแก้ไขคือตั้งหลักให้ดีว่า ข้อความของข้อนั้นต้องเป็นเหตุและคำตอบต้องเป็นผลจึงจะตอบรหัส A และข้อความข้อนั้นต้องมีองค์ประกอบเป็นคำตอบจึงจะตอบเป็นรหัส D และข้อความของข้อนั้นต้องไปขัดขวางข้อความที่จะเป็นคำตอบจึงจะตอบเป็นรหัส F

2.ไม่ได้ดูให้แน่ชัดว่าข้อความที่พิมพ์ตัวหนานั้นเป็นข้อความว่าอะไรแน่ เช่น ถ้าข้อ ความระบุว่า—“สาเหตุที่ทำให้คุณภาพ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยตกต่ำ(01)คือเกรด(02)และโอ เน็ต(03)” –นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 99H และคำตอบของข้อ 02 คือ 01A และคำตอบของข้อ 03 คือ 01A

แต่ถ้าข้อความระบุว่า—“สาเหตุ ที่ทำให้คุณภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยตกต่ำ(01)คือ
เกรด(02)และโอเน็ต(03)”–นั้นคำตอบของข้อ 01 คือ 02D,03D และคำตอบของข้อ 02 คือ 99H และคำตอบของข้อ 03 คือ 99H

3.ชอบคิดเอาเอง เพราะหลักของข้อสอบเชื่อมโยงนี้เขาให้พิจารณาแค่ว่าบทความที่ให้มานั้นเขา เขียนว่าอย่างไรและเมื่อเขาเขียนว่าอย่างไรแล้วก็ให้เชื่อมโยงตามนั้นไม่ว่า เราจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม คือห้ามคิดเอง เช่น

ถ้าบทความระบุว่า  — “ระบบแอดมิชชั่นส์(01)เป็นเหตุให้
การ ศึกษาของชาติตกต่ำลง(02)เมื่อเป็น เช่นนี้สิ่งที่ตามมาคืออนาคตของชาติ ต้องมืดมนลง(03)”—จากบทความนี้ 01 เป็นเหตุให้เกิด 02 และ 02 เป็นเหตุให้เกิด 03 ห้ามคิดว่า 01 เป็นเหตุให้เกิด 03 เด็ดขาด

หรือถ้าบทความระบุว่า  – “คนเก่งแต่โกง(01)ทำให้ประเทศเจริญ(02)ได้” –โดยบทความนี้ 01 เป็นเหตุให้เกิด 02 ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม

เทคนิคการทำข้อสอบแบบเชื่อมโยงให้ ได้คะแนนเต็ม
       เนื่องจากการทำข้อสอบแบบเชื่อมโยงทั้งในGATและในPAT4และPAT5นั้นจะมีบทความ ประมาณหนึ่งหน้าแต่ให้เวลาทำประมาณ 45 นาที ดังนั้นนักเรียนทุกคนจึงมีเวลาที่จะอ่านใคร่ครวญได้หลายๆรอบ และในแต่ละรอบให้ปฏิบัติตามนี้

รอบที่ 1 ให้เขียนรหัสของข้อความที่พิมพ์หนาลงไปให้ครบทุกข้อความโดยเขียนลงไปด้านบน ของข้อความที่พิมพ์หนา เพราะโจทย์จะไม่ได้เขียนหมายเลขข้อความที่พิมพ์หนาไว้ในบทความแต่จะแยกมาให้ ต่างหากในตารางถัดมา

รอบที่ 2 ให้เขียนรหัสของข้อความที่เป็นข้อความเดียวกับข้อความที่พิมพ์หนา แต่ไม่ได้พิมพ์หนาไว้เพราะโจทย์จะพิมพ์หนาไว้ครั้งเดียวแม้ว่าข้อความนั้นจะ ปรากฏในบทความนั้นหลายครั้งก็ตาม โดยเฉพาะคำสรรพนามที่ระบุถึงข้อความที่พิมพ์หนานั้นก็ต้องเขียนหมายเลขกำกับ ลงไปเช่นเดียวกับข้อความที่พิมพ์หนาด้วย

รอบที่ 3 ให้เช็คว่าได้เขียนหมายเลขกำกับลงไปตามข้อรอบที่ 1 และรอบที่ 2 ครบหรือยัง ถ้ายังต้องเขียนให้ครบ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก

รอบที่ 4 ให้เริ่มเชื่อมโยงโดยใช้แผนภาพ โดยให้เขียนหมายเลขต่างๆของข้อความทั้งหมดในบทความนั้นกระจายไปบนเส้นรอบวง ของวงกลมใหญ่ๆ แล้วเชื่อมโยงตามสัญญลักษณ์ดังนี้

ถ้า 01 เป็นเหตุนำไปสู่ผลคือ 02 ให้เขียนเส้นลูกศรจาก 01 ไป 02 ดังนี้ 01  02

ถ้า 01 มีองค์ประกอบคือ 02 ให้เขียนเส้นลูกศรจาก 01 ไป 02 ดังนี้    01  02

ถ้า 01 ไปขัดขวาง 02 ให้เขียนลูกศรตามสัญญลักษณ์ดังนี้                01  02

รอบที่ 5 และ 6 ให้ตรวจสอบว่าได้เชื่อมโยงครบหรือเปล่า

รอบที่ 7 ให้นำแผนภาพที่เชื่อมโยงนี้ไปใส่ลงในตาราง โดยพิจารณาเฉพาะลูกศรที่ออกจากหมายเลยนั้นเท่านั้น โดยไม่ดูลูกศรที่เข้ามา เช่นถ้าจะดูคำตอบของข้อ 01 ให้ดูว่ามีลูกศรออกไปที่ไหนบ้างแล้วลูกศรเป็นแบบใด เช่น

จากแผนภาพนี้ คำตอบของข้อ 01 คือ 02A , 03D
คำตอบของข้อ 02 คือ 03F
          คำตอบของข้อ 03 คือ 99H (ไม่มีลูกศรออกเลย)

ตัวอย่างข้อสอบ GAT ครั้งที่สองที่สอบไปเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 52 และวิธีทำจากการอ่านรอบที่ 1 ไปจนถึงการอ่านรอบที่ 3 จะได้ดังนี้

บทความที่1

ลุยฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก  สศก. แนะทางสว่างแก้ปัญหาสินค้าเกษตร
07

ในภาวะที่ปัญหา
วิกฤตเศรษฐกิจโลกแทบจะมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์  เศรษฐกิจของไทยก็
                                    07

ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกด้วย  จนหน่วยงานต่างๆได้ออกมาปรับลดประมาณการการขยายตัวเศรษฐกิจของปีนี้ลงไปตาม กัน  ผลกระทบย่อมเกิดขึ้นตามมาเป็นระลอก  และที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือกลุ่มเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาอันเป็นระยะที่ย่างเข้าไตรมาสที่สองของปีนี้   เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)  ได้สรุปสถานการณ์ภาคการเกษตรของไทยว่า  ไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ อัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตรลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2551
07

ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดผลกระทบหลายอย่าง ที่สำคัญต่อภาคการเกษตรของไทยก็คือทำ
01                                            02

ให้ทั่วโลกลดการใช้ จ่ายเพื่อการบริโภคลง  รวมทั้งทำให้ภาพรวมของ
การส่งออกสินค้าเกษตรและ

07
                                                       08

อาหารลดลง
  นอกจากนี้วิกฤตเศรษฐกิจโลกยังทำให้เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและประเทศ
                                             08

ไทยชะลอตัว
 ด้วยการชะลอตัวของเศรษฐกิจดังกล่าวก็ส่งผลโดยตรงอีกทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาการลด
              01                                                      02

 ค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค
และปัญหาการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลดลงมีความรุนแรงยิ่ง ขึ้น
                                                                                   01

   เมื่อ สถานการณ์เป็นเช่นนี้  เกษตรกรไทยก็ต้องลำบากแน่นอน  เมื่อการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคและการ
                      02

ส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารลดลง  สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือผลกระทบต่อราคาพืชผล
06                                                                                    04

การ เกษตรของไทย  คือทำให้
ราคาข้าวลดลง รวมทั้งราคายางพารา น้ำมันปาล์ม และ ผลิตภัณฑ์มัน
                                                                                                08

สำปะหลัง นอกจากนี้การที่ภาวะเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและของไทยชะลอตัว ยังทำให้การลงทุนภาคการเกษตรลดลงด้วย จากการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในภาคสินค้าเกษตรในช่วงไตรมาสแรกนี้พบ ว่าลดลงถึง 37.3%

เลขาธิการสศก.ยังได้วิเคราะห์แนวโน้มการส่งออกและราคาสินค้าในปีนี้  พร้อมกับแนะ
มาตรการ
                      05

แก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ด้วย  ตัวอย่างเช่น
                       06                             04

มาตรการในการลดปัญหาข้าวและ
ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังราคาตกต่ำคือ  ต้องเร่งส่งเสริม
               09

การส่งออกไปตลาดที่ยัง มีศักยภาพ  
เช่น  ตลาดแอฟริกายังคงมีความต้องการนำเข้าข้าวจำนวนมาก ส่วนมันสำปะหลังก้ควรขยายการส่งออกสู่อินเดีย นิวซีแลนด์  ออสเตรเลีย  รัสเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็น
                                                             10

ตลาดที่ยังมีศักยภาพ  อีกมาตรการหนึ่งคือ  
ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรคุณภาพดี ไปยังประเทศที่ต้องการสินค้าที่มีคณภาพ  เช่น  ส่งเสริมตลาดข้าวคุณภาพดีในตะวันออกกลางและจีนซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่ยังมี กำลังซื้อ  ส่วนผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังนอกจากการขยายการส่งออกดังกล่าว  ก็ต้องเน้นการทำให้มีคุณภาพที่ดี  สะอาด  และลดการปลอมปน  รวมทั้งผลักดันการแปรรูปในประเทศเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นอย่างเป็น รูปธรรมด้วย  ที่สำคัญคือการขยายการผลิตเอธานอลในประเทศ เพราะจะช่วยดึงผลผลิตเข้าสู่การแปรรูปได้มากขึ้น
                                         06

นอกจากมาตรการดังกล่าวข้างต้น  ยังมีอีกมาตรการหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาราคาข้าวและราคาผลิตภัณฑ์
04                                                             03

มันสำปะหลังตกต่ำคือ  การ
ประกันราคาพืชผล การเกษตร  แต่เนื่องจากประเทศไทยก้ประสบปัญหา
    เศรษฐกิจชะลอตัวเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆทั่วโลก รายได้ภาครัฐก็ลดลงอย่างชัดเจน  จึงจำเป็นต้องใช้มาตรการและแนวทางแก้ไขปัญหาหลายๆวิธีไปพร้อมกัน

***และนี่คือแผนภาพที่ ได้

 

 

และจากแผนภาพที่ ได้ก้จะนำมาร่างคำตอบในตารางได้ดังนี้

 

เลขกำกับ                          ข้อความที่กำหนด          ที่ว่างสำหรับร่างรหัสคำตอบ
01 การลดค่าใช้จ่ายเพื่อการบริโภค 04A 06A
02 การส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารลดลง 04A 06A
03 ประกันราคาพืชผลการเกษตร 04F 06F
04 ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังราคาตกต่ำ 99H
05 มาตรการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตก ต่ำ 03D 09D 10D
06 ราคาข้าวลดลง 99H
07 วิกฤตเศรษฐกิจโลก 01A 02A 08A
08 เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและประเทศไทย ชะลอตัว 01A 02A
09 ส่งเสริมการส่งออกไปตลาดที่ยังมี ศักยภาพ 04F 06F
10 ส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตร คุณภาพดี 04F 06F

จากนี้ก็นำคำตอบที่ ได้จากตารางไประบายในกระดาษคำตอบ แค่นี้ก็ได้เต็มแล้ว

 

ที่มาจาก : vcharkarn.com

Tags: , ,



Next Page »